วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

ตัวอย่างการอ่านทำนองเสนาะ


การอ่านทำนองเสนาะ  :  กลอนสุภาพ



การอ่านทำนองเสนาะ  :  กาพย์ยานี ๑๑



การอ่านทำนองเสนาะ  :  โคลงสี่สุภาพ



การอ่านทำนองเสนาะ  :  อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑




อ้างอิง  www.youtube.com


สุภาษิตไทย

      สุภาษิต หมายถึง ข้อความสั้นๆ กะทัดรัด แต่มีความหมายชัดเจนลึกซึ้ง มีคติสอนใจ หรือให้ความจริงเกี่ยวกับคววามคิดและแนวปฏิบัติ ซึ่สามารถพิสูจน์ เชื่อถือได้ 


      ตัวอย่างสุภาษิตไทย

กระต่ายตื่นตูม     หมายถึง เมื่อได้ยินได้ฟังข่าวร้ายใดๆ ก็ตื่นตกใจเพราะเชื่อทันที โดยไม่พิจารณาเสียก่อนว่าเป็นจริงหรือไม่ ถ้าเชื่อโดยไม่ได้พิจารณาให้ถ่องแท้ อาจทำให้เกิดความเสียหายได้
กิ้งก่าได้ทอง
     หมายถึง คนที่ไม่มีความสำคัญ ไม่เคยมีสมบัติและไม่มีความคิดด้วย เมื่อได้รับลาภยศแม้เพียงเล็กน้อย ก็คิดว่าตนมีความสำคัญเหนือผู้อื่น เกิดความเห่อเหิมลืมตัวแสดงความเย่อหยิ่งจองหองวางท่าใหญ่โต คนเช่นนี้ ย่อมเป็นที่รังเกียจของคนเป็นอันมาก
ขี่ช้างจับตั๊กแตน
     หมายถึง งานที่จะทำงานเป็นงานเล็กน้อย แต่ทำราวกับเป็นงานใหญ่โต จัดหาผู้คน เครื่องมือ เครื่องใช้มากมาย โดยไม่จำเป็นสำหรับงานนั้น ใช้เป็นคำตำหนิผู้ที่เตรียมการใหญ่โตกว่างานที่จะต้องทำ ทำให้เสียเงินทองและเวลามากไปเปล่าๆ ผลที่ได้จะไม่คุ้มกับที่เสียไป
เข็นครกขึ้นภูเขา

     หมายถึง การทำงานที่ยากลำบาก จะต้องมีความบากบั่น พากเพียร อุตสาหะ มีมานะอดทน ไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย และ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ทั้งสิ้น งานนั้นจึงจะสำเร็จได้
จับปลาสองมือ
     หมายถึง ผู้ที่ไม่ตัดสินใจให้แน่นอนว่าควรจะทำสิ่งใด เห็นไปว่าสิ่งโน้นก็ดี สิ่งนี้ก็ดี เลยทำหมดทุกอย่าง ทำให้ต้องแบ่งความคิด เวลา และกำลังกาย สำหรับงานเหล่านั้น เป็นเหตุให้งานแต่ละอย่างไม่ได้รับผลดีเท่าที่ควรจะได้ ในที่สุดเขาจะทำงานไม่ได้ดีเลยแม้แต่สักอย่างเดียว
จับงูข้างหาง
     หมายถึง การกระทำอะไรโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบเสียก่อน ว่าควรไม่ควรอย่างไร มีคุณหรือมีโทษอย่างไร อาจได้รับโทษภัยจากการกระทำนั้นเหมือนการจับงูข้างหาง งูจะฉกกัดเอาไว้
ฆ่าช้างเอางา
     หมายถึง การลงทุนลงแรงมากมาย แต่ได้ประโยชน์นิดเดียวไม่คุ้มค่า หรือหมายถึง การทำลายสิ่งที่ใหญ่โตเพื่อหวังได้สิ่งเล็กน้อยไปเป็นประโยชน์ของตน โดยไม่คิดว่าการกระทำเช่นนั้นสมควรหรือไม่
ชี้โพรงให้กระรอก
     หมายถึง ผู้ที่ชอบทำอะไรอยู่เป็นนิสัยแล้ว เช่น ชอบเที่ยวถ้ามีผู้บอกว่าที่นั่นที่นี่น่าเที่ยว ก็จะไป หรือผู้ที่เป็นขโมยถ้ามีผู้บอกว่า บ้านนั้นบ้านนี้มีทรัพย์สินเงินทองมาก ก็จะหาทางเข้าขโมย เช่นนี้ เรียกว่า ชี้โพรงให้กระรอก
ดินพอกหางหมู
     หมายถึง การทำสิ่งใดก็ตาม ถ้ามัวแต่ผัดวันประกันพรุ่ง เพราะความเกียจคร้าน ไม่ทำให้สำเร็จโดยเร็ว ปล่อยให้คั่งค้างทับถมมากเข้า งานจะเพิ่มพูนมากขึ้นทุกที ทำเท่าไรไม่มีเสร็จ หรือหมายถึง หนี้สินไปก่อขึ้นไว้ทีละเล็กละน้อยจนมากมาย ก็เรียกว่าเป็นดินพอกหางหมูเหมือนกัน

ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิด

     หมายถึง การทำความผิดใหญ่หลวง ย่อมไม่อาจปกปิดได้ ต้องมีผู้รู้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ตาบอดได้แว่น

     หมายถึง ได้สิ่งของที่ตนเองนำไปใช้ประโยชน์ไม่ได้
ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ
     หมายถึง การเสียทรัพย์ไปในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์คุ้มกับทรัพย์ที่ต้องเสียไป เช่นการทุ่มเทข้าวของเงินทองเพื่อจัดงานใดงานหนึ่งให้ใหญ่โตเกินเหตุ เป็นการสิ้นเปลืองโดยไม่ได้รับผลคุ้มค่า และถ้าทำเกินฐานะก็จะเป็นเหตุให้มีหนี้สิน ให้เป็นที่ตำหนิติฉินอีกด้วย
ถ่มน้ำลายรดฟ้า
     หมายถึง คนต่ำที่คิดล่วงเกินคนสูง หรือคนชั่วที่ คิดทำลายคนดี ตนเองนั่นแหละจะได้รับผลร้ายจาก จากกระทำของตน
หมากัดอย่ากัดตอบ
     หมายถึง คนชั่ว คนชั้นต่ำ หรือพวกอันธพาล คิดร้ายหรือประทุษร้ายเราอย่างใดอย่าทำตอบแต่ควรหลีกเลี่ยงไปเสีย
หนีเสือปะจระเข้
     หมายถึง หนีภัยอันตรายอย่างหนึ่งกลับไปพบกับภัยอันตรายอีกอย่างหนึ่ง
มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก
     หมายถึง คนพูดไม่อยู่กับร่องกับรอยเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ที่เรียกว่าจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน เป็นผู้ที่คนดูถูก ใครถูกกล่าวว่าเป็นมะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก จะไม่มีใครเชื่อถือ
ฝนทั่งให้เป็นเข็ม
     หมายถึง คนที่จะทำงานใดๆ แม้ว่าจะเป็นงานที่ยากลำบากเพียงใดก็ตาม ถ้ามีความมานะพากเพียร ไม่ท้อถอย ไม่ละทิ้งเสีย ครึ่งๆ กลางๆ งานนั้นก็จะสำเร็จได
พุ่งหอกเข้ารก
     หมายถึง 
การกระทำอะไรลงไปโดยไม่พิจารณาให้เห็นชัดเสียก่อนว่าจะเกิดผลติดตามมาอย่างไร มักจะเสียประโยชน์ของตนเอง
ปิดทองหลังพระ
     หมายถึง การทำงานอะไรก็ตามที่เป็นความดี โดยไม่ใคร่มีผู้รู้เห็นแม้จะเป็นการทำความดีที่มีความสำคัญ และมีประโยชน์มาก แต่เมื่อไม่มีใครรู้ตัวผู้กระทำการกระทำของผู้นั้นท่านเปรียบเหมือนกับการปิดทองหลังพระ คือแม้จะไม่มีผู้รู้เห็นตัวคนทำ แต่ความดีก็เป็นความดีที่สมบูรณ์ เหมือนความสมบูรณ์ขององค์พระที่มีทองปิดทั้งข้างหน้าข้างหลัง
วัวหายล้อมคอก
     หมายถึง เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดหายไป หรือเกิดเรื่องเดือดร้อนอะไรขึ้นแล้ว จึงคิดหาวิธีป้องกันในภายหลัง ย่อมไม่เกิดประโยชน์ ไม่ทำให้สิ่งที่หายไปแล้วกลับคืนมาได้ เปรียบเหมือนมีวัว แต่ไม่ทำคอกล้อมวัวไว้ ครั้นเมื่อวัวหายไปแล้ว จึงทำคอกขึ้น วัวก็หายเสียแล้ว
มือไม่พายเอาตีนราน้ำ
     หมายถึง บางคนไม่ช่วยทำกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดให้สำเร็จลุล่วงด้วยดีโดยเร็ว แต่ยังขัดขวางถ่วงให้ล่าช้า
สอนจระเข้ให้ว่ายน้ำ
     หมายถึง สอนผู้ที่รู้ดีอยู่แล้ว ย่อมไม่เกิดประโยชน์อันใด ทั้งอาจเป็นที่ขบขันของผู้รู้เห็นอีกด้วย
น้ำลดตอผุด
     หมายถึง คนที่กำลังมีอำนาจวาสนานั้นแม้จะทำความผิดความชั่วอย่างไร ก็ไม่มีผู้กล้ายกความผิดความชั่วนั้นขึ้น ความผิดความชั่วทั้งหมดจะถูกอำนาจวาสนาปกปิดไว้ เหมือนน้ำที่เต็มฝั่งปกปิดตอทั้งหลายจากสายตา เมื่อคนผู้นั้นหมดอำนาจวาสนา ความผิดความชั่วที่ทำไว้ก็จะถูกยกขึ้นทั้งหมด เหมือนเมื่อน้ำลดตอใต้น้ำทั้งเล็กใหญ่จะผุดขึ้นให้เป็นระเกะระกะ



อ้างอิง  - http://ton4181.blogspot.com/
            - http://www.tungsong.com/Supasit/

คำพ้องรูปและคำพ้องเสียง

      คำพ้องรูป คือ คำที่เขียนเหมือนกัน แต่อ่านออกเสียงต่างกัน และมีความหมายต่างกัน

ตัวอย่าง
คำพ้องรูป
คำอ่าน
ความหมาย
แหน
แหน (หน + แ-)
      แหน (ห +  แ- + น)
ชื่อไม้ล้มลุกชนิดหนึ่ง
หวง
สระ
 สะ
สะ - หระ
แอ่งน้ำ
ตัวอักษรที่ใช้ประกอบกับพยัญชนะ
เพลา
เพลา
เพ - ลา
แกนสำหรับสอดในดุมรถ
เวลา
แขม
แขม
ขะ - แม
ไม้ล้มลุกชนิดหนึ่ง
ชาวเขมร
ปักเป้า
ปัก - เป้า
ปัก - กะ - เป้า
ว่าวชนิดหนึ่ง
ปลาชนิดหนึ่ง
แหง
แหง  (หง + แ-)
แหง (ห + แ- + ง)
อาการของหน้าที่แสดงเก้อหรือจนปัญญาหรือ  แน่  แน่นอน
คำแหง  หรือกำแหง  แข็งแรง  เข้มแข็ง
กรี
กรี
กะ - รี
กระดูกแหลมที่หัวกุ้ง
ช้าง
เสมา
สะ - เหมา
เส - มา
ต้นไม้ชนิดหนึ่ง
เครื่องหมายบอกเขตโบสถ์สำหรับทำสังฆทาน
เสลา
สะ - เหลา
เส - ลา
ต้นไม้ชนิดหนึ่ง  หรือสวย  งาม
ภูเขา
ปรัก
ปรัก
ปะ - หรัก
เงิน
หัก  พัง
พลี
พลี
พะ - ลี
ขอแบ่งเอามา  เชิญเอามา
เสียสละ  บวงสรวง  บูชา








      คำพ้องเสียง คือ  คำที่อ่านออกเสียงเหมือนกัน  เขียนต่างกัน  และมีความหมายต่างกัน

ตัวอย่าง
คำพ้องเสียง
คำอ่าน
ความหมาย
จัน
จันทน์
จันทร์
จรร
จัน
จัน
จัน
จัน
ผลไม้ที่สุกเหลืองหอม
ต้นไม้ที่มีเนื้อ  ดอก  และผลมีกลิ่นหอม
ดวงเดือน  ชื่อวันลำดับที่  2  ของสัปดาห์
ความประพฤติ
โจษ
โจทก์
โจทย์
โจด
โจด
โจด
เล่าลือ  กล่าวขาน
ผู้ฟ้อง  ผู้กล่าวหา
คำถามในวิชาเลข
พัน
พันธ์
พันธุ์
พรรณ
ภัณฑ์
พัน
พัน
พัน
พัน
พัน
จำนวน 10 ร้อย หรือมัดโดยรอบ เกี่ยวข้องกัน
ผูกมัด
เชื้อสาย เหล่าก่อ
สีผิว  ชนิด
สิ่งของ
สัน
สันต์
สรร
สรรค์
สัณฑ์
สัน
สัน
สัน
สัน
สัน
แนวที่สูงขึ้น
สงบ
คัด เลือก
สร้าง
ป่า



อ้างอิง http://www.maceducation.com/e-knowledge/2341111100/05.htm

คำที่ประสมสระ ไอ ใอ ไอย อัย

      ๑. ไอ การใช้สระไอไม้มลายนี้ใช้กับคำไทยทั้งหมด 
                เช่น ไหม ตะไคร้ ไหว้ ไปไหน ไสไม้ ไล่


      ๒. ใอ การใช้สระใอไม้ม้วนนี้ แต่เดิมใช้เขียนกันตามถนัด ภายหลังได้มีผู้รวบรวมหลักการใช้สระใอไม้ม้วนขึ้นไว้ ๒๐ คำ
           อนึ่ง คำ ไอ และ ใอ ที่เขียนได้ทั้งสองอย่างก็มี แต่มีความหมายต่างกันไป 

           มีคำประพันธ์สำหรับท่องจำ คือ กาพย์ยานี ๑๑



     


               
      ๓. ไอย ใช้ในคำที่มาจากสระเอ มี ย สะกด และ ย ตาม (เอยฺย) ในภาษาบาลี แล้วแผลงมาเป็น “ไอย” ในภาษาไทย 

           เช่น
                 เวยฺยากรณ – ไวยากรณ์   เทยฺยทาน     – ไทยทาน
                 อสงเชยฺย   – อสงไขย     เวยฺยาวจฺจกร – ไวยาวัจกร



      ๔. อัย ใช้ในคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤต ซึ่งมีเสียง อะ มี ย ตาม 

           เช่น   
                 ชย – ชัย วย – วัย นย – นัย

           ถ้าในภาษาเดิมของเขามีตัว ย สะกด และ ย ตาม เมื่อนำมาใช้ในภาษาไทยให้คง ย ทั้งสองตัวนั้นไว้ 

           เช่น   
                 อยฺย – อัยยะ อยฺยิกา – อัยยิกา


อ้างอิง   http://probaddie.wordpress.com/2012/01/16/หลักการใช้ไอ-ใอ-ไอย-อัย/

ชนิดของคำในภาษาไทย


คำในภาษาไทย มี ๗ ชนิด ดังนี้


      ๑.  คำนาม คือ คำที่ใช้เรียกชื่อ บุคคล สัตว์ สิ่งของ สถานที่
          คำนาม แบ่งออกเป็น ๕ ชนิด ดังนี้

       ๑.๑  นามทั่วไป หรือ สามานยนาม เป็นคำนามที่ไม่ชี้เฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น คน นักเรียน บุรุษไปรษณีย์ กีฬา


       ๑.๒  นามชื่อเฉพาะ หรือ วิสามานยนาม เป็นชื่อเฉพาะของบุคคล หรือสถานที่ เช่น สมศักดิ์ สุดา มีนบุรี ฉะเชิงเทรา


       ๑.๓  นามบอกลักษณะ หรือ ลักษณนาม เป็นคำนามบอกลักษณะ เช่น ผล ตัว อัน แท่ง ใบ


       ๑.๔  นามบอกหมวดหมู่ หรือ สมุหนาม เป็นคำนามบอกหมวดหมู่ เช่น โขลง ฝูง หมู่ เหล่า


       ๑.๕  นามบอกอาการ หรือ อารการนาม เป็นคำที่เกิดจากคำกริยาหรือคำวิเศษณ์ที่มีคำว่า การ หรือ ความ นำหน้า เช่น การวิ่ง ความดี ความจริง


      ๒.  คำสรรพนาม คือ คำที่ใช้เเทนคำนาม เพื่อไม่ต้องกล่าวคำนาม นั้นซ้ำๆ
          คำสรรพนาม แบ่งออกเป็น ๗ ชนิด ดังนี้

      ๒.๑  บุรุษสรรพนาม เป็นสรรพนามที่ใช้เเทนนาม มี ๓ ชนิด ดังนี้
        สรรพนามบุรุษที่ ๑ ใช้เรียกแทนผู้พูด เช่น ข้าพเจ้า ฉัน ดิฉัน ผม
        สรรพนามบุรุษที่ ๒ ใช้เรียกแทนผู้ฟัง เช่น เธอ ท่าน คุณ
        สรรพนามบุรุษที่ ๓ ใช้เรียกเเทนผู้ถูกกล่าวถึง เช่น มัน เขา ท่าน


      ๒.๒ สรรพนามชี้ระยะ เป็นสรรพนามที่กำหนดให้เรารู้ว่า คน สัตว์ สิ่งของ หรือ สถานที่ที่กล่าวถึงนั้นอยู่ในระยะใกล้ไกลเพียงใด เช่น
        นี่ ใช้กับ สิ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด
        นั่น ใช้กับ สิ่งที่อยู่ไกลหรือห่าวออกไป


      ๒.๓  สรรพนามใช้ถาม ใช้เเทนคำนามที่ผู้ถามต้งอการคำตอบ ได้แก่ อันไหน สิ่งใด ใคร อะไร เช่น
        เธอชอบอันไหน        คุณเลือกสิ่งใดในตู้นี้


      ๒.๔  สรรพนามบอกความไม่เจาะจง ใช้เเทนคำนามที่กล่าวถึง โดยไม่ต้องการคำตอบ ได้แก่ ใคร อะไร สิ่งใด หรืออาจจะใช้คำซ้ำ เช่น
        ฉันไม่เห็นใครขยันอย่างเขา
        รู้สิ่งใดหรือจะสู้รู้วิชา


      ๒.๕  สรรพนามบอกความชี้ซ้ำ ใช้เเทนคำนามที่กล่าวมาก่อนเเล้ว และต้องการกล่าวซ้ำอีกโดยไม่ต้องเอ่ยคำนามนั้นอีกครั้ง ได้แก่ บ้าง ต่าง กัน เช่น
        ประชาชนต่างไปลงคะเเนนเสียงเลือกผู้เเทนราษฎร (ความหมายแยกแต่ทำในสิ่งเดียวกัน)


      ๒.๖  สรรพนามเชื่อมประโยค ใช้เเทนคำนามที่อยู่ข้างหน้า และเมื่อต้องการกล่าวซ้ำ ทำหน้าที่เชื่อประโยค ๒ ประโยค เข้าด้วยกัน ได้แก่ ที่ ซึ่ง อัน ผู้ เช่น
        คนที่เดินมาเป็นน้องชั้น
        เมื่อเเยกประโยคจะได้ ดังนี้ คนเดินมา และ น้องฉัน ส่วนคำว่า ที่ เเทนคำว่า คน


      ๒.๗  สรรพนามใช้เน้นนามตามความรู้สึกของผู้พูด ใช้หลังคำนามเพื่อบอกความรู้สึกที่มีต่อบุคคลที่กล่าวถึง เช่น
        เด็กๆ แกหัวเราะเสียงดัง (บอกความรู้สึกเอ็นดู)
        คุณแอมเธอดีกับทุกคน (บอกความรู้สึกยกย่อง)


      ๓.  คำกริยา คือ คำที่แสดงอาการ หรือสภาพ หรือการกระทำในประโยค บางคำมีความหมายสมบูรณ์ แต่บางคำต้องอาศัยคำอื่นมาประกอบ หรือใช้คำประกอบคำอื่นเพื่อให้ความหมายชัดขึ้น
           คำกริยา แบ่งออกเป็น ๕ ชนิด ดังนี้


       ๓.๑  กริยาที่มีความหมายสมบูรณ์ เรียกว่า "อกรรมกริยา" เช่น เดิน วิ่ง ร้องไห้


       ๓.๒  กริยาที่ต้องอาศัยกรรมมาทำให้สมบูรณ์ เรียกว่า "สกรรมกริยา" เช่น ทำ ซื้อ กิน


       ๓.๓  กริยาที่ช่วยให้กริยาอื่น มีความหมายชัดเจนขึ้น เรียกว่า "กริยานุเคราะห์" เช่น คง จะ น่า แล้ว อาจ นะ ต้อง


       ๓.๔  กริยาที่ต้องอาศัยส่วนเติมเต็มเพื่อให้มีความหมายสมบูรณ์ ส่วนเติมเต็มนี้ไม่ใช้กรรม คำกริยาดังกล่าว ได้แก่ เป็น เหมือน คล้าย เท่า คือ


       ๓.๕  กริยาที่ทำหน้าที่คล้ายนาม อาจเป็นประธาน กรรม หรือบทขยายประโยค คำกริยาชนิดนี้มักจะมีคำว่า "การ" เช่น พูด อย่างเดียวไม่ทำให้งานสำเร็จหรอก


      ๔. คำวิเศษณ์ คือ คำที่ช่วยขยายคำอื่น ให้มีเนื้อความชัดเจนยิ่งขึ้น หน้าที่ของคำวิเศษณ์ มีดังนี้
       ๔.๑  ประกอบคำนาม เช่น คนงาม ชายหนุ่ม มะพร้าวอ่อน ผ้าบาง
       ๔.๒  ประกอบคำสรรพนาม เช่น เขาสูง เธอสวย มันดุ
       ๔.๓  ประกอบคำกริยา เช่น วิ่งเร็ว อยู่ไกล นอนมาก
       ๔.๔  ประกอบคำวิเศษณ์ เช่น อากาศร้อนมาก เธอดื่มน้ำเย็นจัด


      ๕. คำบุพบท คือ คำที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงคำหนึ่ง หรือกลุ่มคำหนึ่งให้สัมพันธ์กับคำอื่นหรือกลุ่มคำอื่น เพื่อบอกสถานที่ เวลา แสดงอาการ หรือเเสดงความเป็นเจ้าของ 
       เช่น คำว่า กับ แก่ แต่ ต่อ จาก เพื่อ โดย จน บน ใต้ กลาง ของ สำหรับ ระหว่าง เฉพาะ 
       เช่น
           เเม่ทำเพื่อลูก             "เพื่อ"    เป็นบุพบทเเสดงอาการ
           เขามาเมื่อเช้านี้           "เมื่อ"    เป็นบุพบทนอกเวลา
           ลูกชายนั่งอยู่ข้างพ่อ     "ข้าง"   เป็นบุพบทบอกสถานที่
           ฉันเดินกับเขา             "กับ"     เป็นบุพบทบอกความเกี่ยวเนื่องกัน


      ๖.  คำสันธาน คือ คำที่ใช้เชื่อมประโยคกับประโยค ข้อความที่มีคำสันธานเชื่อมอยู่นั้นมักจะเเยกออกได้เป็นประโยคมากกว่าหนึ่งประโยค 
       เช่น
           เเม่เต่าเดินเร็วแต่ลูกเต่าเดินช้า
           ติ๊กและต๊อกเป็นเด็กมีน้ำใจ
           ครูให้อภัยเขาเพราะเขาสำนึกผิด
           บ้านเเละโรงเรียนควรร่วมมือกันแก้ปัญหาเรื่องเด็ก


      ๗.  คำอุทาน คือ คำที่เปล่งออกมาเพื่อเเสดงอารมณ์ หรือความรู้สึกของผู้พูด ส่วนมากจะไม่มีความหมายตรงตามถ้อยคำ แต่จะมีความหมายทางการเน้นความรู้สึกและอารมณ์ของผู้พูดเป็นสำคัญ
           คำอุทาน แบ่งออกเป็น ๓ ชนิด คือ
       ๗.๑  คำอุทานบอกอาการ ใช้บอกอาการในการพูดจากัน 
              เช่น
                  โธ่! ไม่น่าเลย                       โอ๊ย! น่ากลัวจริง
                  เอ๊ะ! ทำอย่างนี้ได้อย่างไร         ตายแล้ว! ทำไมเป็นอย่างนี้ 

              คำอุทานบอกอาการจะมีเครื่องหมายอัศเจรีย์ ( ! ) กำกับอยู่ คำอุทานบอกอาการนี้ จะพูดออกมาเพื่อเเสดงอารมณ์ของผู้พูด เช่น ดีใจ เสียใจ ตกใจ แปลกใจ ฯลฯ

       ๗.๒  คำอุทานในบทร้อยกรอง คำอุทานเหล่านี้จะปรากฎอยู่ในบทร้อยกรอง เช่น อ้า โอ้ เอย เอ๋ย เฮย แล แฮ นา นอ ฯลฯ  ใช้เเทรกลงในถ้อยคำเพื่อความสละสลวย 
              เช่น
                            โอ้ดวงเดือนก่ำฟ้า                   ชวนฝัน ยิ่งเอย
                   ในพฤกษ์จับเเสงจันทร์                       ป่ากว้าง
                   หมู่เเมลงเพรียกหากัน                        ดุจเพื่อน รักนา
                   ป่าปลอบผู้อ้างว้าง                            ปลดเศร้าอุราหมอง
                                                                                  จตุภูมิ วงษ์แก้ว


       ๗.๓ อุทานเสริมบท ใช้กล่าวเป็นการเสริมคำในการพูดเพื่อเน้นความหมายให้ชัดเจนขึ้น ทำให้สนุกในการออกเสียงให้น่าฟังขึ้น               
               เช่น
                  เธอไม่สบายต้องกินหยูกกินยานะ
                  ช่วยหยิบถ้วยโถโอชามให้ด้วย
                  เข้ามาดื่มน้ำดื่มท่าเสียก่อน
                  ทำไมบ้านช่องถึงสกปรกอย่างนี้








วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2556

หลักภาษาไทย




อักขระวิธี   ได้แก่   อักษร   แปลว่า   ตัวหนังสือ


ลักษณะอักษร

         เสียงในภาษาไทย  มีอยู่  3  อย่าง คือ
1. เสียงแท้     ได้แก่    สระ
2. เสียงแปร    ได้แก่    พยัญชนะ
3. เสียงดนตรี  ได้แก่   วรรณยุกต์



สระ


      สระในภาษาไทย  ประกอบด้วยรูปสระ 21 รูป  และเสียงสระ  32 เสียง

      รูปสระ  มี  21  รูป  และมีชื่อเรียกต่าง ๆ ดังนี้

1.   ะ  =  วิสรรชนีย์                                12.   ใ  =  ไม้ม้วน
2.   อั  =  ไม้หันอากาศ                           13.   ไ  =  ไม้มลาย
3.   อ็  =  ไม้ไต่คู้                                   14.   โ  =  ไม้โอ
4.   า  =  ลากข้าง                                  15.   อ  =  ตัว ออ
5.   อิ  =  พินทุ์อิ                                    16.   ย  =  ตัว ยอ
6.   '    =  ฝนทอง                                  17.   ว  =  ตัว วอ
7.   อํ  =  นิคหิตหรือหยาดน้ำค้าง             18.   ฤ  =  ตัว รึ
8.   "   =  ฟันหนู                                    19.   ฤๅ=  ตัว รือ
9.   อุ  =  ตีนเหยียด                                20.   ฦ =  ตัว ลึ
10. อู  =  ตีนคู้                                       21.   ฦๅ = ตัวลือ
11. เ   =  ไม้หน้า

      เสียงสระ  เมื่อนำรูปสระทั้ง 21 รูป  มารวมกัน  จะได้สระทั้งหมด 32 เสียง  จำแนกเป็น 3 กลุ่ม  ดังนี้
            สระแท้  มี  18  เสียง  แบ่งออกเป็น

                    สระเสียงสั้น  ได้แก่  อะ  อิ  อึ   อึ   เอะ   เออะ   โอะ   แอะ   เอาะ
                    สระเสียงยาว ได้แก่   อา   อี   อื   อู   เอ   เออ   โอ   แอ   ออ
                 

             สระประสม มี 6 เสียง ได้แก่
 เอีย        เกิดจากเสียง         -ี + -า         เอีย
 เอียะ      เกิดจากเสียง         -ิ  +  -ะ       เอียะ
 เอือ        เกิดจากเสียง         -ื  +  -า       เอือ
 เอือะ      เกิดจากเสียง         -ึ  +  -า       เอือะ
 อัว          เกิดจากเสียง         -ู  + -า        อัว
 อัวะ        เกิดจากเสียง         -ุ  +  -ะ       อัวะ


            สระลอย  มี  8  เสียง  ได้แก่  ฤ   ฤา   ฦ   ฦ   อำ   ไอ   ใอ   เอา

 
พยัญชนะ
     รูปพยัญชนะ   มี 44 ตัว  คือ
1. อักษรสูง          มี  11  ตัว  คือ   ข  ข  ฉ  ฐ  ถ  ผ  ฝ  ศ  ษ  ส  ห  

2. อักษรกลาง      มี  9    ตัว  ก  จ  ฎ  ฏ  ด  ต  บ  ป  อ
3. อักษรต่ำ          มี  24  ตัว  คือ  


      3.1  อักษรคู่       คือ อักษรต่ำที่เป็นคู่กับอักษรสูง มี 14  ตัว   คือ   ค   ค   ฆ  ช  ฌ ซ  ฑ  ฒ ท ธ  พ  ภ  ฟ  ฮ
      3.2 อักษรเดี่ยว   คือ อักษรต่ำที่ไม่มีอักษรสูงเป็นคู่กัน  มี  10  ตัว คือ   ง  ญ  ณ  น  ม  ย  ร  ล  ว  ฬ



วรรณยุกต์
      วรรณยุกต์  มี  4  รูป  ได้แก่
              1. ไม้เอก
              2. ไม้โท
              3. ไม้ตรี
              4. ไม้จัตวา

      เสียงวรรณยุกต์ที่ใช้อยู่ในภาษาไทย  มี   5  เสียง
               1. เสียงสามัญ   คือเสียงกลาง ๆ เช่น กา  มา  ทา  เป็น  ชน  
               2. เสียงเอก       เช่น ก่า  ข่า  ป่า  ดึก   จมูก  ตก  หมด
               3. เสียงโท        เช่น  ก้า  ค่า   ลาก  พราก  กลิ้ง  สร้าง
               4. เสียงตรี        เช่น  ก๊า  ค้า  ม้า  ช้าง  โน้ต  มด
               5. เสียงจัตวา    เช่น  ก๋า  ขา  หมา  หลิว  สวย  หาม  ปิ๋ว 

คำเป็นคำตาย


      คำเป็น   คือ  คือเสียงที่ประสมทีฆสระ (สระเสียงยาว)  ในแม่ ก  กา  เช่น  กา  กี  กื  กู 
      คำตาย  คือ
  คือเสียงที่ประสมรัสสระ  (สระเสียงสั้น)    ในแม่ ก  กา  เช่น  กะ  กิ  กุ   



      คำสนธิ   คือ   การต่อคำตั้งแต่สองคำขึ้นไปให้ติดเนื่องกัน   โดยมีการเพิ่มสระในแทรกระหว่างคำ   หรือเพิ่มคำเพื่อติดต่อกันให้สนิท   เช่น

            ปิตุ + อิศ                                  เป็น                              ปิตุเรศ
            ธนู + อาคม                              เป็น                              ธันวาคม
            มหา + อิสี                                เป็น                              มเหสี
      
      คำสมาส   คือ   การนำคำประสมตั้งแต่   2   คำขึ้นไปให้เป็นคำเดียวคำที่ใช้นำมาจากภาษาบาลีและสันสกฤต   เมื่อรวมกันแล้วความหมายเปลี่ยนไปก็มี, ความหมายคงเดิมก็มี   เช่น

             ราช + โอรส                            เป็น                              ราชโอรส
             สุธา + รส                                เป็น                              สุธารส
             คช + สาร                                เป็น                              คชสาร


อักษรควบ   
      คือพยัญชนะ   2   ตัว   ควบกล้ำอยู่ในสระตัวเดียวกัน   เช่น   เพลา   กรอบ ทราบ

      อักษรควบแท้   คือ  คำที่ควบกับ   ร   ล   ว   
                                เช่น   ปราบ   กรีด   พร้อม
                                         คลอง  พลาย กลับ
                                         ขวาน   กวาง  เคว้ง    

      อักษรควบไม่แท้   คือ   อักษร   2   ตัวที่ควบกล้ำกันได้แก่ตัว   ร   แต่ออกเสียงเฉพาะตัวหน้าแต่ไม่ออกเสียง   ร   หรือบางตัวออกเสียงเปลี่ยนไปเป็นพยัญชนะอื่น
                                เช่น   เศร้า   ทราย       จริง   
                                         ไซร้    ปราศรัย   สร้อย   
                                         เสร็จ   เสริม       ทรง 


      อักษรนำ   คือ   พยัญชนะ   2   ตัวรวมอยู่ในสระเดียวกัน   บางคำออกเสียงร่วมกัน
                                เช่น   หนู       หนอ     หมอ   
                                         หมี       อย่า      อยู่   
                                         อย่าง   อยาก    หมา

                        หรือบางคำออกเสียงเหมือน   2   พยางค์   เนื่องจากต้องออกเสียงพยัญชนะตัวหน้ารวมกับตัวหลัง   แต่พยัญชนะ   2   ตัว นั้นประสมกันไม่สนิทจึงฟังดูคล้ายกับมีเสียงสระอะดังออกมาแผ่ว ๆ                                    

                                เช่น   กนก    ขนม    จรัส   
                                        ไสว    ฉมวก   แถลง   
                                        ฝรั่ง   ผนวก    ตลาด


      คำมูล   คือ   คำที่เราตั้งขึ้นเฉพาะคำเดียว   เช่น   ชน   ตัก   คน   วัด   หัด   ขึ้น   ขัด  

      คำประสม   คือ   การนำคำมูลมาประสมกันเป็นอีกคำหนึ่ง   เช่น
แม่ + น้ำ     =  แม่น้ำ  แปลว่า   ทางน้ำไหล        
หาง + เสือ   =   หางเสือ แปลว่า   ที่บังคับเรือ 
ลูก + น้ำ       =      ลูกน้ำ


      พยางค์   คือ   ส่วนหนึ่งของคำหรือหน่วยเสียงประกอบด้วยสระตัวเดียวจะมีความหมายหรือไม่มีก็ได้   พยางค์หนึ่งมีส่วนประสมต่าง ๆ คือ
       1. พยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์   เช่น   ตา   ดี   ไป   นา
       2. พยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์ + ตัวสะกด  เช่น   คน   กิน   ข้าว   หรือพยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์ + ตัวการันต์   เช่น   โลห์   เล่ห์
       3.  พยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์ + ตัวสะกด + ตัวการันต์     เช่น   รักษ์   สิทธิ์   โรจน์
พยางค์แบบนี้เรียกว่า   ประสม  5   ส่วน

      วลี   คือ   กลุ่มคำที่เรียงติดต่อกันอย่างมีระเบียบ   และมีความหมายเป็นที่รู้กัน   
             เช่น  การเรียนหลักภาษาไทยมีประโยชน์มาก

      ประโยค   คือ   กลุ่มคำที่นำมาเรียงเข้าด้วยกันแล้วมีใจความสมบูรณ์   เช่น
      1. ประโยค   2   ส่วน                 ประธาน     +     กริยา
                                                        นก                 บิน
      2. ประโยค   3   ส่วน                 ประธาน     +     กริยา     +     กรรม
                                                       ปลา                 กิน                มด



เกี่ยวกับผู้จัดทำ + อัลบัมภาพจาก Google+


เกี่ยวกับฉัน ^__^


ชื่อ-สกุล       :   นางสาวอรุณวตี   แก้วงาม
เรียกสั้นๆว่า   :   ภูไท
รหัสนิสิต       :   56010514128
นิสิตชั้นปีที่    :   1   คณะศึกษาศาสตร์   สาขาวิชาภาษาไทย
                               มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 








Video Presentation








 การติดต่อ  :




Facebook   :   Arunwatee Ugly'Queen
Instagram   :   pooh_thai






ลิงค์อัลบัมภาพจาก Google+ คลิกด้านล่างเลยจ้า